menu1linemenu2linemenu3linemenu4linemenu5linemenu6linemenu7linemenu8

ปัญหาหน้ายับ ตอนตื่นนอน

ปัญหาหนักอกสำหรับผู้หญิง ผิวหน้ายับตอนตื่นนอน

หน้ายับหรือผิวหน้ายับตอนตื่นนอนมักจะเกิดขึ้นทุกครั้งในเวลาที่เราหลับสนิทเกิดการกดทับทำให้หน้ายับ โดยที่เราไม่รู้ตัวทำให้เวลาที่เราตื่นนอนจึงได้เห็น หน้ายับตอนตื่นอย่างไรล่ะค่ะ แต่ทว่าเราจะมีวิธีจัดการกับผิวหน้ายับตอนตื่นนอน อย่างไรกันบ้างเอ่ย สำหรับปัญหานี้เราแก้ไขได้อยู่แล้วค่ะ แต่อันที่จริงแล้วผิวหน้ายับตอนตื่นนอนมักจะค่อย ๆ เลือนหายไปเองแต่อาจจะใช้เวลานานสักหน่อยแต่ก็ไม่ถึงวันหนึ่งหรอกค่ะ แต่คิดว่าคงจะไม่ค่อยทันใจสาว ๆ กันใช่ไหมล่ะนั้นเรามาดูวิธีจัดการกับปัญหาผิวหน้ายับตอนตื่นนอนกันเลยค่ะ

วิธีแก้ไข ผิวหน้ายับตอนตื่นนอน

  1. 1. เปลี่ยนปลอกหมอนมาใช้ที่ทำจากผ้าไหม หรือ ผ้าซาติน เพราะความลื่นของผ้าชนิดนี้จะช่วยลดการเกิดรอยย่นได้ดียิ่งหนัก
  2. 2. เลิกนอนทับหน้าตัวเอง ควรนอนหงายแต่ไม่ควรนอนด้วยหมอนสูง เพราะแทนที่จะเป็นคุณกลับจะได้โทษจากแรงโน้มถ่วงของโลกที่ทำให้หน้าคุณหย่อนยานได้ง่าย
  3. 3. ถ้าลืมตาตื่นมาก็หน้าย่นไปซะแล้ว ให้หาผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นจัด ๆ ประคบหน้าแล้วรอให้เย็นจึงเอาออก รอยรับก็จะจางลงเร็วขึ้นค่ะ
  4. ใช้ ม่านปรับแสง ทำให้แสงทึบ ก่อน เมื่อตื่อน แล้ว ค่อยค่อย ปรับตัวกับแสง อย่าเจอแสงจ้าที่เดียว

เคล็ดลับง่าย ๆ กับการ วิธีทำให้ผิวขาวใส

ถ้าพูดถึงวิธีทำให้ผิวขาวแล้วละก็ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่มักให้ความสนใจ เพราะคนไทยส่วนใหญ่มักมีความเชื่อที่ว่าผู้หญิงที่มีผิวขาวคือผู้หญิงที่สวยมีผิวที่สุขภาพดี แต่จริง ๆ แล้วผิวขาวของผู้หญิงหลายคนอาจจะไม่ใช่ผิวที่มีสุขภาพดีก็ได้ ผิวของผู้หญิงเอเชียนั้นการจะทำให้ผิวขาดอาจจะต้องใช้การดูแลที่มากกว่าสาวชาวยุโรปที่มีผิวสีขาวเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

ใช้ครีมผิวขาวเป็นกระปุ๊ก ก็ไม่เป็นขาวซักที อยากผิวขาวใสมีวิธีทำให้อย่างไรบ้าง?

ผู้หญิงหลายคนมีปัญหาการใช้ครีมบำรุงเพื่อทำให้ผิวขาวหมดกันเป็นกระปุ๊ก ๆ แต่ก็ไม่เห็นผิวขาวซักทีทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ผู้หญิงหลาย ๆ คนที่ทาครีมเพื่อทำให้ผิวขาวกลับลืมที่จะป้องกันตัวการสำคัญที่จะทำให้ผิวดำนั้นก็คือ “รังสียูวี” ซึ่งรังสียูวีนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงหลาย ๆ คนมีผิวที่ไม่ขาวซักที แม้จะทาครีมบำรุงผิวนานแล้วก็ตาม การที่ผิวของเราได้รับรังสียูวีอย่างต่อเนื่องโดยขาดการป้องกันย่อมก่อให้เกิดการสะสมของเซลล์ผิวที่หมองคล้ำ ซึ่งผู้หญิงเราส่วนใหญ่มักมองข้ามสิ่งเหล่านี้

วิธีทำ โลชั่น สมุนไพร ธรรมชาติ 100%

วิธีทำโลชั่นสมุนไพร “เพื่อบำรุงผิวสวย”

ใครอยากลองทำโลชั่นไว้ใช้เองกันบ้างเอ่ย…เพราะว่าวันนี้เรามีวิธีทำโลชั่นด้วยสูตรสมุนไพรธรรมชาติซึ่งจะช่วยบำรุงผิวไม่แพ้ครีมทั่ว ๆ ไปเลยละค่ะ ด้วยวิธีทำโลชั่นนี้เป็นสูตรธรรมชาติซึ่งไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดอีกทั้งวิธีทำโลชั่น ที่เรานำมาเสนอในวันนี้ยังมีส่วนจะช่วยสมานผิวของคนที่ถูกแสงแดดจนแห้งเกรียมได้อีกด้วยค่ะ ช่างแต่งหน้า จะต้องแนะนำ แน่นอน ฮันแน่…เห็นข้อดีกันขนาดนี้แล้วอยากจะลงมือทำโลชั่นของเรากันบ้างรึยังเอ่ย… ด้วยวิธีทำโลชั่นนี้มีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวเป็นพิเศษเหมาะกับคนผิวแห้งเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยสิ่งที่ตกค้างของผิวหน้าได้ดีด้วยค่ะ วิธีทำโลชั่นสมุนไพรนี้ ยังสามารถเก็บไว้ใช้ได้นานโดยการแช่ตู้เย็นค่ะ ว่าแล้วเรามาดูวิธีทำโลชั่นสมุนไพรธรรมชาติบำรุงผิวสวยกันเลยค่ะ

ส่วนผสม เปลือกกล้วยหอม น้ำนมสด 
ใช้เปลือกกล้วยหอมสุก 1 ผล ล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมน้ำนมสดลงไปประมาณครึ่งถ้วย บดให้ละเอียดเข้ากันใช้ได้เลย

วิธีทำโทนเนอร์สูตรธรรมชาติ “เพื่อใบหน้าใสสะอาด”

วันนี้ชวนคุณผู้หญิงมาหัดวิธีทำโทนเนอร์ด้วยสูตรธรรมชาติเพื่อลองใช้ทำเองกันดีกว่าค่ะ นอกจากวิธีทำโทนเนอร์นี้จะมาจากธรรมชาติล้วน ๆ แล้ววิธีทำโทนเนอร์นี้ยังจะช่วยในเรื่องของการของการกระชับรุมขนให้เล็กลงและยังช่วยให้ผิวหน้าของคุณสะอาดหมดจดอีกด้วยค่ะ ด้วยส่วนผสมที่มาจากะรรมชาติของวิธีทำโทนเนอร์นี้ยังจะช่วยสมานผิวของคุณได้เป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ ว่าแล้วคุณผู้หญิงอยากจะลอง วิธีทำโทนเนอร์ นี้กันแล้วรึยังค่ะหากว่าอยากลองทำก็มาเริ่มวิธีทำโทนเนอร์ที่มาจากธรรมชาติกันได้แล้วล่ะค่ะ แล้วถ้าใช้ดีก็อย่างลืมบอกต่อกันด้วยนะค่ะ
วิธีทำโทนเนอร์ สูตรธรรมชาติ
นำน้ำแตงกวา น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว และน้ำแตงโม อย่างละ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันจากนั้นใช้สำลีแต้มส่วนผสมเช็ดเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้าเท่านี้ก็สวยได้แล้ว

โทนเนอร์ ธรรมชาติ

วิธีเลือกซื้อ ลิปสติก เพื่อปากสวย

นำเสนอ วิธีเลือกซื้อ ลิปสติก พร้อม

ข้อควรระวัง ในการ ใช้ ลิปสติก มาฝากให้คุณ ได้มี ผิวริมฝีปาก เสริมกับ คิ้ว ใบหน้า ที่ สวยอวบอิ่มได้อย่างใจ ที่ คุณต้องการ ค่ะ

สำหรับวิธีเลือกซื้อลิปสติก ในวันนี้เป็นวิธีแบบง่าย ๆ ที่คุณผู้หญิงอาจจะยังไม่รู้ก็ได้ค่ะ ฉะนั้นแล้วเราเลยนำวิธีเลือกซื้อลิปสติกมาฝากให้ลองนำไปลองใช้กันดูกับเคล็ดลับดี ๆ ค่ะ นอกจากวิธีเลือกซื้อลิปสติกแล้วเรายังมีเกร็ดความรู้ที่ระวังในการใช้ลิปสติกของคุณอีกด้วยนะค่ะ เพื่อความสมบุรณ์ ของ ช่างแต่งหน้า ลิปสติก คือ สีสรร ที่ทำให้ สมบูรณ์

วิธีเลือกซื้อลิปสติก และข้อควรระวัง

1. อ่านฉลาก ให้ถี่ถ้วน สำหรับฉลากนั้นต้องมีข้อความภาษาไทยบอกรายละเอียดชื่อเครื่องสำอาง ประเภท หรือชนิด เช่น ลิปมัน  ลิปกรอส ส่วนประกอบ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต และผู้นำเข้าอย่างชดเจนและครบถ้วน
2. มีวิธีใช้ปริมาณสุทธิ และที่ขาดไม่ได้ คือ วันเดือนปีที่ผลิต ส่วนลิปสติกที่อ้างสรรพคุณป้องกันแสงแดดต้องบอกส่วนประกอบของสารควบคุม ครั้งที่ผลิต และต้องแสดงคำเตือนด้วย
3. สังเกตจากภายนอก ลิปสติกที่มีคุณภาพต้องมีผิวเรียบเนียน ไม่เยิ้ม กลิ่นไม่เหม็นหื่น ที่สำคัญเลยอย่าเห็นแก่ของลดราคาแล้วซื้อมาตุนไว้ทีลุมาก ๆ เพราะถ้าเก็บไว้นาน ๆ อาจเก่าหรือเสื่อมคุณภาพ
4. นอกจากนี้ ไม่ควร ใช้ลิปสติกร่วมกับผู้อื่น เพราะอาจเกิดการติดเชื้อกันได้ก่อนทาลิปสติกทุกครั้งควรทำความสะอาดริมฝีปากก่อน หากใช้พู่กัน ควรทำสะอาด พู่กัน หลังใช้ทุกครั้ง
5. หาก พบ สีของ ลิปสติก เปลี่ยนจากเดิม ไม่ควรใช่ต่อ เนื่องจากอาจ เสื่อมคุณภาพ ถ้าใช้ลิปสติกแล้วมี อาการแพ้ ควรหยุดใช้หากหยุดใช้แล้วอาการยังไม่ดี ควร รีบ พบแพทย์

ลิปสติก สีสรร ช่างแต่งหน้า

 

เทคนิคการแต่งหน้าเจ้าสาวด้วยตัวเอง

แต่งหน้าเจ้าสาว ในวันแต่งงาน คือ เรื่องสำคัญ พอพอกับ จัดงานเลี้ยงโรงแรมอะไร จริงหรือ

เมื่อจะถึงวันแต่งงานทีไร เชื่อว่าเข้าสาวหลายๆ คนอาจจะกำลังเครียดมากมาย ที่จะต้องกลัวว่าการแต่งหน้านั้นจะออกมาเป็นแบบไหน

เพราะผู้หญิงเราส่วนใหญ่แล้ว วันที่สวยที่สุดก็คือ วันรับปริญญาและวันแต่งงาน ซึ่งจะลงทุนนั่งอยู่หน้ากระจกยาวนานหลายชั่วโมง
เพื่อให้ช่างแต่งหน้าได้จัดการบรรเลงความงามบนใบหน้า และที่สำคัญ จะต้องจัดการให้ดีที่สุด และจะต้องให้เครื่องสำอางมีการติดหน้าอย่างยาวนานที่สุดด้วย
โดยเฉพาะเจ้าสาว ที่อาจจะต้องทำทั้งพิธีหมั้นและพิธีแต่งงาน โดยจะต้องลุกมาตั้งแต่ตีสาม เพื่อมาแต่งหน้าเจ้าสาว ไหนจะทำผม และอื่นๆ อีกที่จะต้องเตรียมให้พร้อม

แต่งหน้าเจ้าสาวงบน้อยก็แต่งได้

หลายคนอาจจะคิดว่าตัวเองไม่สามารถแต่งหน้าได้ โดยเฉพาะวันแต่งงาน ที่จะต้องทำให้ตัวเองสวยที่สุด แต่จะว่าไปแล้วการแต่งหน้าเจ้าสาวถือว่าเป็นการแต่งหน้าที่มีรายละเอียดที่ถือว่าค่อนข้างเยอะ
เพราะเป็นวันที่สำคัญอีกวันหนึ่งในชีวิตของผู้หญิง ที่จะทำให้กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าสาวที่สวยที่สุดได้ โดยหากใครที่มีงบน้อย
ก็สามารถทดลองแต่งเองดูก่อนได้ ซึ่งก็มีแต่งหน้าเจ้าสาว ที่ไม่ยากจนเกินไป โดยเฉพาะแนวในการแต่งหน้าเจ้าสาวส่วนใหญ่จะเป็นแนวสวยหวาน
แต่ก็ต้องคำนึงถึงบุคลิกของเจ้าสาวด้วย และก็ไม่โลดโผนจนดูเป็นแฟชั่นมากเกินไป

แต่งหน้าเจ้าสาวกับการปกปิดจุดบกพร่อง

พยายามหาแสงที่เพียงพอ หรือเป็นแสงธรรมชาติ เพราะจะได้ไม่ทำให้รองพื้นดูหนาเกินความจริง
และควรเลือกรองพื้นที่ทำให้พื้นผิวหน้าดูเรียบเนียนและปกปิดจุดบกพร่องอย่างใต้ตา แนวกราม โหนกแก้ม ปิดและเกลี่ยให้ทั่ว
เพราะบางทีเรามองแต่ด้านตรงจนลืมเกลี่ย สามารถทำไฮไลท์เพื่อสร้างมิติให้แก่ใบหน้าด้วยและลงเฉดดิ้ง หากเป็นคนที่ผิวขาวมาก
อาจใช้เบสสีขาวมาช่วยปรับสีรองพื้น เพื่อให้ขาวขึ้นกว่าผิวจริงสำหรับการลงไฮไลท์ ซึ่งการสร้างมิติให้กับใบหน้า จะทำให้เจ้าสาวดูสวยในทุกมุมของแสง

แต่งหน้าเจ้าสาว

ขั้นตอนการแต่งหน้า

คิ้วควรกันแต่เฉพาะในส่วนของท้องคิ้ว ซึ่งการซอยคิ้วเป็นส่วนสำคัญและจะทำให้เกิดความสม่ำเสมอของสีคิ้ว หรือ ก่อนสันงาน จะทำให้การเขียนง่ายขึ้น และเลือกสีคิ้วทีอ่อนกว่าสีผมเล็กน้อย จะทำให้ ดวงตาดูโดดเด่นขึ้น

หรืออาจใช้มาสคาร่าสำหรับคิ้ว ส่วนสีของเปลือกตาอาจใช้สีอ่อน หรือแนวเอิร์ธโทน และอาจผสมชมพูเล็กน้อย และลงอายแชโดว์แบบมีประกาย
จะทำให้ตาเจ้าสาวดูเปล่งประกายเมื่อต้องกับแสงแฟลช การกรีดอายไลเนอร์อาจใช้โทนน้ำตาลเข้ม แค่ทำเป็นเส้นที่ฟุ้งจากการเบลนจะทำให้หน้าเจ้าสาวดูนุ่มนวลขึ้น

สำคัญที่เน้นในเรื่องการแก้ไขรูปหน้า ซึ่งการปัดแก้มอาจปัดให้ไม่ให้เห็นสีเข้ม อาจใช้สีพีช และอย่าลืมติดขนตาปลอมให้เข้ากับรูปหน้า และปัดมาสคาร่าทับอีกครั้ง สีปาก สีอะไรก็ได้ให้เข้ากับบุคลิก
และการแต่งหน้า ไม่จืดหรือแจ่มจนเกินไป ยิ่งหากมีสีปากชมพูอยู่แล้ว จะทำให้ง่ายขึ้น และใช้ลิปกลอสที่ติดทนพอสมควร

แต่งหน้าเจ้าสาว มีจุดเด่นอย่างไร

แต่งหน้าเจ้าสาว ในวันที่สำคัญที่สุด ของคุณ

วันแต่งงาน คือ วันที่ เจ้าสาว จะโดดเด่น ที่สุดในงาน และเป็นวันหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดในชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิต ในอีกแบบหนึ่ง ในวันแต่งงาน

การแต่งหน้าเจ้าสาว ที่สำคัญคือ ต้องรับ และ สู้กับแสงไฟ กันน้ำ

แน่นอนว่า คุณสมับัติ ที่สำคัญของการแต่งหน้าเจ้าสาว ในวันแต่งงาน คือ

1. สวยสดใส เป็นธรรมชาติ
2. เครื่องสำอางค์ที่ใช้ ต้องไม่แพ้ จะให้ดี ต้องมีการลองแต่งหน้า ก่อนแล้ว
3. เครื่องสำอางค์ต้องทนน้ำ ติดแน่น อย่างน้อย 6 ชม เพราะเจ้าสาวต้องเดินไปมา ยิ้ม อยู่ตลอดเวลาในงาน
4. ช่างแต่งหน้าที่เก่ง ต้องแต่งโดยดึงความเป็นเอกลักษณ์ หรือ จุดเด่นความเป็นตัวตนของเจ้าสาว ออกมาให้โดดเด่นในงานให้ได้ เพื่อเป็นความทรงจำ ไปอีกนาน แสนนาน

โดยทั่วไป แต่งหน้าสาว จะมีการแต่ง 2 ช่วงเวลา คือ แต่งเช้า แบบ อ่อน แต่งหน้าเจ้าสาวเย็น แบบเข้มเข้ม ปะแป้งหนาหน่อย เพราะไฟแรง

แต่งหน้าเจ้าสาว

เคล็ดลับสวย 360 องศา

ความงามต้องมาจากข้างใน สู่ภายนอก ขอแนะนำเคล็ดลับสวย 360 องศาด้วยอาหารการกิน ที่ถูกต้อง

สร้างฝันปั้นสวยฉบับนี้ ขอเสนอเคล็ดลับดีๆ ที่ทำให้คุณผู้หญิง…สวย…แบบ 360 องศา จากภายในสู่ภายนองค่ะ ทุกวันนี้มีเรื่องอาหารการกินถือเป็นเรื่องที่สำคัญ แถมยังไม่มีเมนูใหม่ๆ เกิดขึ้นมายั่วน้ำตาลทุกวัน ทั้งของคาวและของหวาน แต่เราจะเลือกรับประทานอาหารเหล่านั้นอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ……มาดูกันเลย

1. รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัวเอง

การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และมีความหลากหลาย จะทำให้มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม รูปร่างก็จะไม่อ้วนหรือผอมเกินไป และมีน้ำหนักตัวค่อนข้างคงที่

2. รับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบ้างมื้อ

ควรเลือกรับประทานข้าวซ้อมมือ เพราะวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนและใยอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว ส่วนอาหารแป้ง เช่น ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ให้เลือกรับประทานเป็นบางมื้อ เพราะเป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูป จะมีใยอาหารน้อยกว่าข้าว

3. รับประทานพืชผักและผลไม้เป็นประจำ

พืชผักและผลไม้จะให้สารอาหารที่สำคัญหลายชนิด คือ วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร และยังให้สารอื่นที่มิใช่สารอาหาร เช่น สารแอนติออกซิแดนท์ ที่ช่วยไม่ให้อนุมูลอิสระทำลายเนื้อเยื่อและผนังเซลล์ จึงช่วยชะลอการเสื่อมสลายของเซลล์ ทำให้ผิวขาวพรรณเปล่งปลั่ง ดูสดใส ไม่แก่ก่อนวัย บางชนิดยังให้คุณค่าทางด้านสมุนไพรที่ช่วยรักษาสุขภาพด้วย

4. รับประทานปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมันไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ

เลือกอาหารที่ให้โปรตีน โดยเน้นปลาและอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง เช่น เต้าหู้บางชนิดต่างๆ ส่วนเนื้อสัตว์ให้เลือกชนิดที่ไม่ติดมัน หรือมีมันน้อย ไขก็เป็นอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานเป็นประจำ

5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย

นมเป็นแหล่งของโปรตีน แคลเซียม วิตามินบี 2 และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีราคาไม่แพงเกินไป หาซื้อได้ง่าย จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารของคนทุกวัย สาว ๆ ควรดื่มนมวันละ 1 แก้วนะคะ

6. อาหารที่มีไขมัน กินได้แต่พอควร

แม้ไขมันจะเกี่ยวข้องกับปัญหาโภชนาการ เช่น โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูงที่นำไปสู่โรคขาดเลือดได้ แต่ร่างกายก็ต้องการไขมันเพื่อสุขภาพด้วยเช่นกัน เพียงแต่จะต้องควบคุมปริมาณและชนิดของไขมันที่จะบริโภคให้เหมาะสม ลดอาหารที่มีไขมันมาก เช่น หมูสามชั้น ขาหมูพะโล้ และอาหารที่ใช้น้ำมันหรือกะทิจำนวนมากในการประกอบอาหาร

7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและเค็มจัด

ส่วนประกอบสำคัญของอาหารรสหวานจัดและเค็มจัด ได้แก่ น้ำตาล และเกลือแกง ซึ่งหากบริโภคมากเกินไป อาจทำให้เกิดโรคอ้วน และโรคความดันสูง

8. อาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน

ควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม อาหารสำเร็จรูปควรบรรจุในภาชนะที่เหมาะสม สะอาด มีฉลากที่ถูกต้อง บอกวันหมดอายุ ส่วนประกอบ ชื่ออาหาร สถานที่ผลิต และที่สำคัญ ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารจะดีมาก ๆ

9. งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะมีผลทำให้การทำงานของระบบสมองและประสามช้าลง ทำให้เกิดการขาดสติได้ง่าย นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคตับแข็งและการขาดสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด ดังนั้นควรลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด

เพียงเท่านี้ คุณผู้หญิงก็จะดู…สวยยยย…แบบ 360 องศาแล้วค่ะ เมื่อสวยจากภายใ น แล้วภายนอกก็อย่าลืม ผลิตภัณฑ์ครีมหน้าใส มี อย. เพื่อเพิ่มความสวยและความมั่นใจกันนะคะ
www.facebook.com/veenara หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
02-519-5559 หรือ 089-4777-4426

บำรุงผิวให้ถูกต้อง ได้ผิวที่ถูกใจ

เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างไรให้เหมาะกับผิว

เมื่อกล่าวถึงความร่วงโรยและความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้นกับผิว ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้นกับผิวเกิดจากปัจจัย 2 ประการอันได้แก่ ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในปัจจัยภายนอก ได้แก่ แสงแดด มลภาวะในอากาศ การสูบบุหรี่ การใช้เครื่องสำอาง และการดูแลผิวที่ผิดวิธี ในขณะที่ปัจจัยความเสื่อมโทรมที่มาจากภายใน ได้แก่ การเสื่อมของผิวตามกาลเวลา ฮอร์โมนที่ลดน้อยลง การหยุดสร้างเซลล์ผิว และการลดลงของภูมิคุ้มกันโรค ด้วยปัจจัยทั้ง 2 ประการนี้ ผิวจะมีการร่วงโรยและทรุดโทรมลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามเมื่อคุณมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับปัจจัยดังกล่าวมากขึ้น ผิวพรรณของคุณก็จะร่วงโรยมากกว่าคนอื่นๆ และวิธีที่จะรักษาความงามและความอ่อนเยาว์ของผิวเอาไว้ให้ได้นานที่สุดก็คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ให้มากที่สุด การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิว และมีส่วนผสมที่เป็นประโยชน์ต่อผิวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการปรนนิบัติผิวที่ได้ผลดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ครีมบำรุงผิวขาว มิได้หมายความว่าจะสามารถหยุดกระบวนการเกิดริ้วรอยได้อย่างถาวร กระบวนการเกิดริ้วรอยและความเสื่อมโทรมจะยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่ว่าสารที่มีประโยชน์ที่อยู่ในครีมบำรุงผิวขาว มีส่วนช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าวให้ดำเนินไปได้ช้าลงเท่านั้น

 

v มอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer)

มอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวดูเหมือนว่าจะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวขั้นพื้นฐานที่ทุกคนมีและใช้กันเป็นประจำ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า แม้ว่ามอยส์เจอไรเซอร์จะดีต่อสุขภาพผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้น เนียนนุ่มน่าสัมผัส ช่วยลดอาการระคายเคือง และอาการแพ้ และลดการเกิดริ้วรอยอันเนื่องมาจากการมีผิวแห้ง แต่มอยส์เจอไรเซอร์กลับมิใช่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งและผิวผสม (ทาบริเวณแก้มทั้ง 2 ข้างที่เป็นผิวแห้ง) รวมไปจนถึงผู้ที่มีผิวธรรมดา (เฉพาะช่วงอากาศแห้ง หรือเฉพาะช่วงเวลาที่ผิวแห้งตึงเท่านั้น) แต่กลับไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมันและ คนที่มีผิวธรรมดาทั่วไป และการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ผิดวิธีและไม่เหมาะกับสภาพผิวก็อาจนำมาซึ่งผลเสียที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน

ปัจจุบันมีการผลิตมอยส์เจอไรเซอร์ออกมาจำหน่ายมากมาย แต่ละยี่ห้อต่างก็มีการโฆษณาถึงสรรพคุณที่ดีต่อผิวพรรณและมีราคาที่แตกต่างกัน ในการเลือกซื้อมอยส์เจอไรเซอร์ คุณจำเป็นต้องยึดประเภทของผิว และชนิดของมอยส์เจอไรเซอร์ที่คุณต้องการเป็นหลัก โดยทั่วไป แล้วมอยส์เจอไรเซอร์จะแบ่งออกเป็น 5 ชนิดดังต่อไปนี้

มอยส์เจอไรเซอร์แบบน้ำนม

เป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำและน้ำมัน เนื่องจากน้ำและน้ำมันจะไม่รวมตัวกัน และจะแยกชั้นกันตลอดเวลา แม้ว่าจะพยายามเขย่าให้ผสมเข้ากันสักเพียงใดก็ตาม ซึ่งการเขย่าด้วยความแรง และเป็นเวลาที่นานพอสมควร น้ำและน้ำมันจะแตกตัวกลายเป็นเม็ด ของเหลวเล็กๆ ลอยไปมาผสมกันอยู่ แต่เมื่อปล่อยทิ้งไว้สักพัก ของเหลวทั้ง 2 ชนิดก็จะแยกตัวออกจากกันอย่างชัดเจนเหมือนเดิม เพื่อผสม ของเหลวทั้งสองให้เป็นเนื้อเดียวกัน จึงมีการเติมตัวประสานลงไป ตัวประสานจะทำหน้าที่ในการกระจายหยดน้ำและหยดน้ำมันให้รวมตัวเข้ากันเป็นเนื้อเดียว มอยส์เจอไรเซอร์แบบน้ำนมจะมีประโยชน์ในการช่วย กักเก็บความชุ่มชื้นที่ผิวเอาไว้ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีผิวแห้ง ซึ่งจะมีการผลิตน้ำมันออกมาน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน

มอยส์เจอไรเซอร์จะมีอยู่ 2 แบบ แบบที่มีส่วนผสมของน้ำมันมากกว่าน้ำ ซึ่งจะมีความเข้มข้นสูง และแบบที่มีส่วนผสมของน้ำมากกว่าน้ำมัน ซึ่งจะมีความเบาบางมากกว่า คนที่มีผิวแห้งมากๆ จะเหมาะกับมอยส์เจอไรเซอร์แบบแรก แต่จะไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวมัน และผิวธรรมดา เพราะความเหนียวเหนอะหนะของมอยส์เจอไรเซอร์อาจทำให้ผิวที่มีน้ำมันตามธรรมชาติอยู่แล้วเกิดการอุดตันและเกิดเป็นสิวในที่สุด

  • มอยส์เจอไรเซอร์แบบปราศจากไขมันหรือน้ำมัน

เป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวธรรมดาและผิวมัน เนื่องจากผิวของคนเหล่านี้จะมีการผลิตน้ำมันและสารดูดซับความชื้นออกมาอย่างเพียงพอแล้ว แต่อาจมีบางช่วงที่ผิวเหล่านี้อาจต้องการสาร ให้ความชุ่มชื้นมากชื้น เช่น ในช่วงหน้าหนาวที่มีอากาศแห้ง หรือผิวถูกน้ำชะล้างเป็นเวลานาน จนผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและแห้งตึง มอยส์เจอไรเซอร์แบบปราศจากไขมันจะมีส่วนผสมของสารดูดซับความชื้น(Humectants) เช่น Collagen, Colloidal Oatmeal, Hyaluronic Acid, Glycerin, Sodium PCA และ Propylene Glycol ซึ่งเป็นสารที่ช่วยดักและกักเก็บโมเลกุลของน้ำให้อยู่ใต้ผิวหนังทำให้ผิวชุ่มชื้น เนียนนุ่ม โดยไม่มีน้ำมันส่วนเกินปรากฏให้เห็น

  • มอยส์เจอไรเซอร์แบบติดทนนาน

เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมากๆ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่แห้งมากๆ จนมอยส์เจอไรเซอร์แบบธรรมดาไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิวได้ มอยส์เจอไรเซอร์ชนิดติดทนนานจะมีความสามารถใน การกักเก็บโมเลกุลของน้ำใต้ผิวหนังได้นานเป็นพิเศษ (1-2 ชั่วโมง) ซึ่งทนนานและดีกว่ามอยส์เจอไรเซอร์ ชนิดธรรมดา และจำเป็นต้องทำซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ นอกจากจะมีส่วนประกอบของสารกักเก็บความชื้นแล้ว มอยส์เจอไรเซอร์ชนิดติดทนนานยังมีส่วนผสมของสารสร้างความชื้น สารดูดความชื้น และสารเคลือบผิวบางประเภท เช่น Sodium PSA, Glycerin, Dimethicone, Hyaluronic Acid และ Colloidal Oatmeal และเนื่องจากมีส่วนผสมหลายอย่างที่มีประสิทธิภาพในการทำให้ผิวชุ่มชื้น มอยส์เจอไรเซอร์ชนิดติดทนนานจึงไม่เหมาะสำหรับหลายๆ คน เว้นเสียแต่ผู้ที่มีผิวแห้งอย่างรุนแรงหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความแห้งกร้านกับผิวเป็นพิเศษ

  • มอยส์เจอไรเซอร์แบบเคลือบผิว

ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำไว้ที่ผิว ด้วยการสร้างแผ่นฟิล์มบางๆ มาเคลือบผิวเอาไว้ ทำให้น้ำไม่สามารถระเหยออกจากผิว ส่วนผสมที่ทำหน้าที่ในการเคลือบผิว ได้แก่ ปิโตรลาทัม (Petroiatum) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Vaseline, Dimethicone, Cyclomethicone, Mineral Oil และ Siloxanes เนื่องจากสารเหล่านี้จะทำหน้าที่ในการเคลือบผิว จึงอาจทำให้เกิดปัญหารูขุมขนอุดตันจนเกิดปัญหาสิวและปัญหาผิวพรรณอื่นๆ ตามมาได้ มอยส์เจอไรเซอร์แบบเคลือบผิวจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมากจนไม่สามารถใช้ มอยส์เจอไรเซอร์แบบน้ำนมได้ แม้ว่าคุณจะทามอยส์เจอไรเซอร์แบบน้ำนมลงไปสักกี่ครั้ง ผิวของคุณก็ยังคงแห้งกร้านอยู่เช่นเดิม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเพื่อที่จะได้ประโยชน์จากมอยส์เจอไรเซอร์ชนิดนี้มากที่สุด เมื่อ อาบน้ำอุ่นเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ผ้าขนหนูซับน้ำส่วนเกินออก ทามอยส์เจอไรเซอร์ในขณะที่ผิวยังหมาดๆ อยู่ มอยส์เจอไรเซอร์จะสร้างฟิล์มบางๆ กักเก็บอนุภาคของน้ำไว้ใต้ผิวทำให้ผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัสเป็นเวลานาน

  • มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของสารออกฤทธิ์

เนื่องจากปัจจุบันความต้องการในการลดริ้วรอยแห่งวัย และการมีใบหน้าที่แลดูอ่อนกว่าวัยจากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณมีเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับความต้องการในการรักษาความชุ่มชื้นของผิวพรรณ บริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางจึงมีการผลมสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและลบเลือนริ้วรอยแห่งวัย และช่วยยกกระชับผิวหน้าให้เต่งตึงลงไปในครีมบำรุงผิวด้วย เพื่อให้ได้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ลบเลือนริ้วรอย และป้องกันปัญหาผิวหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง

ผู้ที่มีผิวมันหรือผิวผสม ผิวจะมีการผลิตไขมันและสารดูดซับความชื้นออกมาในปริมาณที่มากพอ ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นเพียงพออยู่ แล้วจึงควรหยุดใช้มอยส์เจอไรเซอร์แล้วหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ลบเลือนริ้วรอยเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันการมีน้ำมันบนผิวมากเกินไป สำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง ให้เลือกผลิตภัณฑ์ลบเลือนริ้วรอยที่ส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ในปริมาณที่มากพอสมควร เพื่อรักษาผิวพรรณให้ชุ่มชื้นเปล่งปลั่งอยู่เสมอ สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมากๆ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ลบเลือนริ้วรอย ควบคู่ไปกับมอยส์เจอไรเซอร์ โดยให้ทาครีมลบเลือนริ้วรอยลงไปก่อน รอให้ครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวจนหมด (ประมาณ 2-3 นาที) แล้วจึงค่อยทา มอยส์เจอไรเซอร์ตบท้ายเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวเอาไว้ วิธีนี้จะทำให้ผู้ที่มีผิวแห้งมากๆ ได้รับประโยชน์จากสารออกฤทธิ์ที่อยู่ในครีมลบเลือนริ้วรอยอย่างเต็มที่ในขณะที่ผิวพรรณยังซุ่มชื้นเปล่งปลั่งอยู่เสมอ

ขจัดความมันบนใบหน้า

าวไทยกับผิวหน้ามันเป็นของที่เกิดมาคู่กันไปซะแล้ว ยิ่งอากาศร้อน ๆ อย่างทุกวันนี้ก็ยิ่งเพิ่มดีกรีความมันให้ใบหน้าของเราไปกันใหญ่  จึงขอเสนอเทคนิคดี ๆ สำหรับสาวผิวมันมาฝากกัน

หากคุณเป็นคนที่ผิวหน้ามันสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการรักษาความสะอาดใบหน้าอย่างสม่ำเสมอเพือลดสิ่งสกปรกที่จะมีเกาะติด เกิดความอุดตัน และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพิ่มความมันบนใบหน้า โดยมีเคล็ดลับดูแลรักษาผิวหน้ามันดังนี้

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าสำหรับผิวมันโดยเฉพาะ ในขณะล้างหน้าให้ใช้มือวน

เป็นวง ๆ เบา ๆ ให้ทั่วใบหน้าเพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขนออก หลังจากนั้นให้ใช้สำลีเช็ดผลิตภัณฑ์ล้างหน้านั้นออกก่อนการล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด

  • ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพื่อเปิดรูขุมขนให้สามารถขจัดสิ่งสกปรกที่ฝังลึก และใช้น้ำเย็น

ล้างหน้าเพื่อกระชับรูขุมขน

  • หลังจากการล้างหน้าให้ใช้โทนเนอร์เพื่อกระชับรูขุมขน
  • ใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวสำหรับผิวมันโดยเฉพาะ หรือใช้โลชั่นควบคุมความมันทา
  • ควรเลือกครีมบำรุงหรือครีมให้ความชุ่มชื่นที่ปราศจากน้ำมัน (Oil-free) เพื่อไม่ให้อุดตันรู

ขุมขน (Non – Comidogenic) และควรมสารป้องกันแสง UV ด้วย

  • ควรใช้แป้งที่เหมาะสม ซึ่งสำหรับคนหน้ามันก็คือแป้งฝุ่น และการเลือกใช้รองพื้นควรใช้

ชนิดที่มีส่วนผสมเป็นน้ำ (Water Based) และปราศจากน้ำมัน (Oil-free)

อย่างไรก็ดีสาว ๆ ที่มีผิวมันมากจนเกิดปัญหาเรื่องสิวและความไม่มั่นใจก็ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพราะคุณหมอจะมียาทาบางชนิดที่ช่วยลดการทำงานของต่อมไขมัน ช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ที่อุดตันตามรูขุมขนออกไป เช่น ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ AHA BHA ฯลฯ ที่สำคัญควรเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างเหมาะสม

รูขุมขนกว้าง

รูขุมขนกว้าง

เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบกันบ่อย และสร้างความปวดหัวให้แก่ผู้ที่ประสบปัญหานี้ได้มากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผิวหนังในส่วนอื่นๆ เรามักพบรูขุมขนขนาดใหญ่บริเวณด้านข้าง หรือปลายจมูก รวมไปจนถึงบริเวณที่มีความมันมากๆ แม้ว่ารูขุมขนขนาดใหญ่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติแต่ผู้หญิงหลายคนอาจไม่ชอบเพราะมันทำให้ผิวแลดูหยาบกร้านไม่น่ามอง

รูขุมขนเป็นทางออกของเส้นขนและไขมันที่ผลิตจากต่อมไขมันใต้ผิวหนัง เราเรียกส่วนนี้ว่าไพโลซีเบเชียสยูนิต (Pilosebaceous Unit) สาเหตุที่ทำให้รูขุมขนมีขนาดใหญ่ คือ การที่ต่อมไขมันซึ่งเชื่อมต่อกับรูขุมขนดังกล่าวมีขนาดใหญ่และมีการผลิตน้ำมันออกมามาก ทำให้ผิวหน้ารับฝุ่นหรือสิ่งสกปรกมาเกาะที่ผิวหน้าได้ดีขึ้น ตัวการสำคัญทำให้เกิดสิว ได้ง่าย

วีธีจัดการกับปัญหารูขุมขนกว้างที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้คือการกระชับรูขุมขนด้วยกรดวิตามินเอ หรือกรดเอเอชเอในตอนเช้าอย่างเบามือ แล้วทากรดดวิตามินเอหรือสารผสมกรดวิตามินเอกับกรดไกลโคลิก(Retin-G) ก่อนนอน อาการรูขุมขนกว้างจะดีขึ้น

มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าการขัดหน้าหรือการประคบหน้าด้วยน้ำแข็งจะช่วยลดขนาดของรูขุมขนได้ แต่แท้จริงแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อาจทำให้รูขุมขนมีขนาดเล็กลงได้ การขัดหน้าเป็นการผลักเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป ทำให้รูขุมขนแลดูเล็กลงเท่านั้น ในขณะที่ประคบหน้าด้วยน้ำแข็งก็เพียงแต่ทำให้รูขุมขนหดตัวได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปรูขุมขนก็จะกลับมาขยายใหญ่เท่าเดิม

ผิวไหม้แดด

สำหรับ คนที่ต้องการผิวขาว ต้องรู้จักผิวไหม้แดดให้ดีพอก่อน เพราะสาเหตุสำคัญในการไม่ขาว คือ แดด

กลับจากไปคลายร้อนที่ทะเลมาสาว ๆ อาจต้องประสบปัญหาผิวคล้ำเสียและไม้แดดที่ไม่ควรละเลย อย่างนี้ต้องเตรียมตัวหาทางรับมือด่วน

ผิวไหม้แดด หรือ Sun Burn เกิดจากการอยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน โดยอาการไหม้แดดจะเกิดเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสีผิวของแต่ละคน ถ้ายิ่งผิวขาวมากเท่าไร ผิวจะยิ่งไหม้เร็วเท่านั้น

ปกติระดับการไหม้มีตั้งแต่ 1 – 6 (ตัวเลขยิ่งน้อยหมายถึงผิวขาวมากและยิ่งไหม้เร็ว) ผิวสาวไทยทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 4 – 5 แต่ถ้าเป็นลูกครึ่งหรือเชื้อสายจีนที่ขาวมาก ๆ จะอยู่ที่ระดับ 3 ประมาณว่าโดนแดดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 15 นาทีไปจนถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งก็เริ่มไหม้แล้ว

ภาวะผิวไหม้แบ่งได้ตามระดับอาการดังนี้

ระดับที่ 1 อักเสบเล็กน้อย คัน แสบแดง

Must do: ให้รีบหลบเข้าที่ร่มดื่มน้ำมาก ๆ แล้วเติมครีมกันแดดในกรณีที่ต้องการอยู่กลางแดดต่อจากนั้นหาอาฟเตอร์ซันที่มีส่วนผสมหลักของว่านหางจรเข้ หรือจะใช้เป็นเจลว่านห่างจระเข้อเลยก็ได้ เพื่อช่วยสมานผิวที่ถูกทำลายและช่วยฆ่าเชื้ออย่างอ่อน ๆ ทาประมาณ 2 – 3 วันอาการก็จะดีขึ้น

ระดับ 2 ปวดแสบปวดร้อนตามผิว บวมแดง

Must do: หลังจากทำตามวิธีของระดับ 1 เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น5 – 7 วันต่อมาอาจมีอาการผิวลอกเป็นขุย แนะนำให้ใช้ออยส์หรือผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น เช่น น้ำมันงา น้ำมันมะกอก ต่อเนื่องประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ถ้ารู้สึกว่าเป็นมาก แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรรับยาแก้แพ้ระเภทแอนตี้ฮีสตามีนมาทานควบคู่กับการดูแลผิวด้วย

ระดับ 3 พุพองเหมือนโดนน้ำร้อนลวก

Must do: รีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจะเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ ยิ่งถ้าแผลแตก (หนังกำพร้ากับหนังแท้แยกตัว) ทำให้เกิดติดเชื้อ และเกิดอาการอักเสบที่ผิวหนัง ถ้าดูแลไม่ดีอาจมีแผลเป็นหมดสวยได้ ยิ่งกว่านั้นบางรายอาจเกิดอาการเสียน้ำมากจนต้องให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อด้วย โดยผิวจะหายเป็นปกติได้ใน 1 เดือน โชคดีหน่อยที่อาการในระดับนี้ส่วนใหญ่มักพบในคนที่ขาวมากอย่างชาวตะวันตกที่ชอบอาบแดดเป็นเวลานาน ๆ

Tip:

ถ้าไม่มีผลิตภัณฑ์อาฟเตอร์ซัน เบื้องต้นอาจใช้น้ำมันมะพร้าว หรือแตงกวาที่ปอกเปลือก ล้างยางให้หมดมาบดละเอียด แล้วพอกลงบนผิวสัก 5 – 10 นาที หรือจะให้ง่ายกว่านั้น ลองทานมสด น้ำมันพืชหรือเนย เพื่อให้เคลือบผิวให้ชุ่มชื้นสักเล็กน้อยก่อนก็ยังดี การอาบน้ำเย็นหลังจากโดนแดดก็ช่วยให้เลือดฝอยหดตัวลงบ้าง จึงรู้สึกสบายผิวและแสบน้อยลงรับประทานวิขามทินซีวันละ 2,000 – 3,000 มิลลิกรัม และวิตามินอี จะช่วยซ่อมแซมผิวได้ดียิ่งขึ้น

ข้อควรระวัง

ผิวที่โดนแดดมาจะมีอาการขาดน้ำ จึงควรงดชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการขับปัสสาวะทำให้ผิวขาดน้ำยิ่งขึ้น ห้ามสครับหรือขัดผิวโดยเด็ดขาด เพราะผิวจะยิ่งถูกทำร้ายมากขึ้น แนะนำให้ใช้สบู่เหลวที่มอยส์เจอร์สูงจะดีกว่า

กันไว้ดีกว่าแก้

  1. ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่กลางแจ้งก็อย่าลืมทาครีมกันแดด เพราะรังสียูวีคงสะท้อนจากพื้นน้ำ ดิน และปูนซีเมนต์มาทำลายผิวให้มองคล้ำอยู่ดี
  2. ควรทาครีมกันแดดตั้งแต่เวลา 9.00 น. 16.00 น. จะดีกว่าทาแค่ช่วงแดจัด เพราะรังสี UVA สามารถทำลายผิวได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก เป็นตัวการสำคัญทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัย
  3. ครีมกันแดดท่าดีควรมีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปและเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดควรทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง เพราะประสิทธิภาพของครีมหน้าขาวจะค่อย ๆ ลดลง สาว ๆ ยอมเสียค่าครีมกันแดดอีกสักหน่อย ดีกว่าเสียค่าทำเลเซอร์ตั้งเยอะ
promotion

กันแดด สำหรับบ้าน

มู่ลี่ เพิ่มความสวยงาม และกันแดด ทำลายเฟอร์นิเจอร์ เลือก มูลี่ บังแดด

ม่านปรับแสง ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า แอร์เย็นเร็ว

ฉากกั้นห้อง เพิ่มความเป็นส่วนตัว ทำให้แอร์เย็นเร็ว ติดตั้งได้ทั้งแบบถาวร หรือ ชั่วคราว

ทำความสะอาดบ้านแบบ หมดจด ต้องทำความสะอาดไรฝุ่น

ที่กั้น อเนกประสงค์พร้อมใช้งาน

มุ้งจีบ สำเร็จรูป ราคาเริ่มต้น 900 บาท เท่านั้น

review
bannerright-2
webboard